Category: Uncategorized

ยอดนักรบจอมราชัน คาสิโน88

ยอดนักรบจอมราชัน

ยอดนักรบจอมราชัน

Novel Kingdom : เจ้าของเรื่อง

เขาคือผู้ปกครองที่อยู่เหนือเหล่าทหารรับจ้างและหน่วยรบพิเศษ เขาคือผู้น่าเกรงขามที่สามารถทำให้ผู้นำประเทศแต่ละประเทศถึงกับสั่นคลอน! เพื่อพวกพ้องของเขาแล้วเขาพร้อมที่จะเสียสละตัวเอง เพื่อครอบครัวของเขา..เขาก็ไม่ลังเลที่จะหลั่งเลือด! เขานั้นดุจดั่งมังกรที่ทยานขึ้นเหนือสรวงสวรรค์.. พลังของเขานั้นทำให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ไม่ว่าสถานการณ์จะเสียเปรียบและย้ำแย่เพียงใดก็ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดเขาได้ แม้ว่าจะเป็นสายลมหรือผืนน้ำก็ตาม… คาสิโน88

ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งจุดสูงสุดของเหล่าทหารรับจ้าง..ผู้ที่หวนกลับคืนสู่บ้านเกิดเพื่อจะใช้ชีวิตที่แสนธรรมดา..แต่โชคชะตากลับนำพามาเจอแต่เรื่องวุ่นวาย..ชายที่มีนามว่า ‘เย่เชียน’ ถูกขนานนามว่า ‘ราชันหมาป่า’ แต่กลับต้องมาปลอมตัวใช้ชีวิตเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะปกป้องหญิงสาวจากองกรค์นักฆ่านานาชาติ… คาสิโน88




ซินแบ็ด

SINBAD: LEGEND OF THE SEVEN SEAS ” ซินแบด พิชิตตำนาน 7 คาบสมุทร “

 

” ซินแบ็ด ” ประเภทหนัง: Animation, Adventure, Comedy  โดยมีคนให้เสียงพากย์โดย แบร๊ด พิตต์ จอมโจรชื่อกระฉ่อนและหาญกล้า ผู้เคยล่องเรือไปทั่วทะเลทั้งเจ็ด เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยการหาปัญหาใส่ตัว และ ในที่สุด ปัญหาก็ได้รับคำตอบ… อย่างยิ่งใหญ่ ซินแบ็ดผู้โด่งดัง เมื่อครั้งก่อนเขาขโมยคัมภีร์แห่งสันติสุข (Book of Peace) ซึ่งถือเป็นสมบัติทรงพลังและล้ำค่าที่สุดในโลก มีโอกาสที่จะได้ค้นหา และส่งหนังสือล้ำค่านี้กลับคืนที่เดิม ไม่งั้น โปรทุส   เพื่อนสนิทของเขาจะต้องตาย แต่ซินแบ็ดไม่ขอรับโอกาสนั้น แต่กลับมุ่งหน้าแสวงหาความสนุก และแสงอาทิตย์แห่งเกาะฟิจิ มา รีน่า (ให้เสียงพากย์โดย แคเธอรีน ซีต้า-โจนส์) คู่หมั้น

สาวสวยของโปรทุส แอบขึ้นเรือ Chimera ของซินแบ็ด โดยมุ่งมั่นจะทำให้ซินแบ็ดปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จและช่วยชีวิตของโปรทุส บัดนี้ ชายผู้มีคำว่า ‘bad’ อยู่ในชื่อ ต้องมาพบว่าความเลวร้ายจะเลวร้ายได้สักแค่ไหน และ

ไม่ใช่เรื่องดีแน่ เมื่อ อีริส (ให้เสียงพากย์โดย มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์) เทพธิดาแห่งความยุ่งเหยิง เตรียมการรอรับคุณอยู่ เพราะเธอกับชื่อช่างสมกันที่สุด อีริสจัดการส่งสัตว์ประหลาดและหลายสิ่งหลายอย่าง ลงมาต่อสู้กับซิน

แบ็ด ตลอดการเดินทางของเขา มีแม้กระทั่งการทรยศ เมื่อ สไปก์ สุนัขคู่ใจของซินแบ็ดเกิดแปรภักดิ์ ที่ช่วยเพิ่มความเจ็บปวดให้มีมากขึ้นก็คือ ลูกเรือตัดสินใจว่า อยากรับคำสั่งจากมารีน่า… มากกว่าที่จะขอรับคำสั่งจากซินแบ็ด

แหล่งที่มา thainarak




ปฎิบัติการเดือด

NATIONALTREASURE(2004): ปฎิบัติการเดือด ล่าบันทึกสุดขอบโลก

 

ปฎิบัติการเดือด ล่าบันทึกสุดขอบโลก ​เมื่อ เบนจามิน แฟรงคลิน เกทส์ ได้รวมทีมตามหาขุมทรัพย์ล้ำค่า

ที่บรรพบุรุษของเขาตามหามา 8 ชั่วอายุคน นั่นคือ ทรัพย์สินเพื่อเป็นทุนในการปฏิวัติสงคราม ในที่สุดเขาก็รู้ที่ซ่อนของเบาะแสสุดท้ายที่จะนำไปสู่ที่ซ่อนขุมทรัพย์

แผนที่ลับซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังคำประกาศอิสรภาพ เมื่อเรื่องแผนที่นี้รู้ไปถึง เอียน โฮว์ คู่ปรับที่ไร้ปรานีของเขา

เบนก็ต้องเจอปัญหาที่ยากจะตัดสินใจ โดยเขาจะต้องเป็นคนแรกที่ขโมยเอกสารล้ำค่าที่สุดของอเมริกา

ซึ่งได้รับการคุ้มกันโดยระบบรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ไม่เช่นนั้น มันก็จะตกไปอยู่ในมือของคนร้าย เขาต้องแข่งขันกับเวลา

คู่ปรับ และเจ้าหน้าที่รัฐบาล ร่วมมือกับ ไรลีย์ โพล เพื่อนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และอาบิเกล เชส ภัณฑารักษ์แห่งหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

สาวสวยที่ช่วยเหลือเขาอย่างไม่เต็มใจ ในการปฏิบัติภารกิจเหลือเชื่อนี้ให้ลุล่วง ในเหตุการณ์ลุ้นระทึกหักมุมครั้งแล้วครั้งเล่า

จากช่องระบายอากาศของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไปสู่สุสานใต้ดินใต้นครนิวยอร์ก คำตอบได้ถูกเปิดเผยออกมา ขณะที่เบนได้ไขปริศนาลึกลับเบื้องหลังขุมทรัพย์แห่งชาติที่ล้ำค่าที่สุดของอเมริกา​…




หัวใจน้ำหมึก

หัวใจน้ำหมึก Inkheart

 

หัวใจน้ำหมึก เป็นวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซี ประพันธ์โดย คอร์เนอเลีย ฟุงเค่อ (Cornelia Funke) นักเขียนชาวเยอรมัน เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดไตรภาคโลกน้ำหมึก หนังสือเล่มที่สองและสามคือ มนตร์น้ำหมึก (Inkspell) และ มฤตยูน้ำหมึก (Inkdeath)

เนื้อหาของนิยายเกี่ยวกับเด็กหญิงอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ชื่อ เม็กกี้ โฟลชาร์ต เธอได้อาศัยอยู่กับบิดาเพียงลำพัง คือ มอร์ติเมอร์ หรือที่เธอเรียกว่า ‘โม’ ผู้ซึ่งไม่เคยอ่านหนังสือให้เธอฟังเลย เหตุผลนั้นปรากฏประจักษ์แก่เธอในไม่ช้า เมื่อวันหนึ่งมีคนแปลกหน้ามาเยือน และเม็กกี้จึงได้รู้จักโลกแห่งใหม่ นั่นคือโลกใน “หนังสือ”

มนรต์น้ำหมึก เป็นหนังสือเล่มที่สองในวรรณกรรมชุดนี้ ในเล่มนี้ เม็กกี้ และฟาริดได้เข้าเข้าไปในโลกน้ำหมึกเพื่อเตือนนิ้วฝุ่นเรื่องบาสต้า ที่โลกน้ำหมึกแห่งนี้เม็กกี้ได้พบ กับผู้คนมามาย ในขณะที่โม และเรซ่า พ่อแม่ของเธอได้ตามเข้ามาในนี้ด้วย ซึ่งโมประสบปัญหาอย่างหนัก ปัญหาของโมคืออะไร เม็กกี้จะได้กลับบ้านหรือไม่ ติดตามอ่านได้ในหนังสือ มนตร์น้ำหมึก

แหล่งที่มา wikipedia




สี่ดรุณี

สี่ดรุณี ( Little Women )

สี่ดรุณี เป็นนวนิยายของนักเขียนชาวอเมริกัน ลุยซา เมย์ อัลคอตต์ (1832-1888) เขียนที่บ้านของอัลคอตต์ในเมืองคอนคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตต์ สหรัฐอเมริกา และใช้สถานที่นี้เป็นฉากของเรื่องด้วย นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์แบ่งเป็นสองตอน ในปี ค.ศ. 1868 และ 1869 ตามลำดับ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของหญิงสาวพี่น้อง 4 คน คือ เม็ก โจ เบธ และเอมี่ มาร์ช โดยใช้ประสบการณ์วัยเยาว์ของอัลคอตต์กับน้องสาวทั้งสามเป็นแรงบันดาลใจ หนังสือภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งยอดจำหน่ายและคำวิจารณ์ จึงได้มีการตีพิมพ์ภาคที่สองต่อมาในเวลาอันรวดเร็วและประสบความสำเร็จยิ่งกว่า เนื้อเรื่องทั้งสองตอนได้ตีพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1880 หลังจากนั้นอัลคอตต์ได้เขียนนวนิยายภาคต่ออีก 2 เรื่องคือ Little Men (1871) และ Jo’s Boys (1886)

แหล่งที่มา wikipedia




หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่

หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่

หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่  Nineteen Eighty-Four บ้างใช้ว่า 1984 เป็นนวนิยายดิสโทเปียโดย จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1949 นวนิยายดังกล่าวมีฉากท้องเรื่องในแอร์สตริปวัน (Airstrip One) เดิมชื่อ บริเตนใหญ่ อันเป็นจังหวัดหนึ่งของมหารัฐโอเชียเนีย (Oceania) ในโลกซึ่งมีสงครามตลอดกาล (perpetual war) การสอดส่องดูแลของรัฐบาลทุกหนแห่ง และการชักใยสาธารณะทางการเมือง ชี้นำโดยระบบการเมืองที่เกลื่อนคำว่า สังคมนิยมอังกฤษ (อิงก์ซ็อก ในภาษานิวสปีกอันเป็นภาษาประดิษฐ์ของรัฐบาล; Ingsoc) ภายใต้การควบคุมของอภิชนพรรคใน (Inner Party) ที่มีอภิสิทธิ์ซึ่งก่อกวนปัจเจกนิยมและการคิดอย่างอิสระทั้งหมดโดยว่าเป็น “อาชญากรรมความคิด” (thoughtcrime)พี่เบิ้ม (Big Brother) เป็นตัวอย่างของระบอบทรราชย์ ผู้นำพรรคกึ่งเทพซึ่งได้ประโยชน์จากลัทธิบูชาบุคคลที่เข้มข้น แต่อาจไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ พี่เบิ้มและพรรคอ้างเหตุผลการปกครองอย่างกดขี่ของพวกตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมที่สมมติขึ้น[2] ตัวเอกของเรื่อง วินสตัน สมิธ เป็นสมาชิกของพรรคนอก (Outer Party) ที่ทำงานในกระทรวงความจริง (มินิทรู; Minitrue) ซึ่งรับผิดชอบต่อโฆษณาชวนเชื่อและลัทธิแก้ประวัติศาสตร์ (historical revisionism) งานของเขาคือ การเขียนบทความหนังสือพิมพ์เก่าใหม่เพื่อให้บันทึกประวัติศาสตร์สนับสนุนแนวทางปัจจุบันของพรรค[3] สมิธเป็นคนงานที่ขยันและมีทักษะ แต่เขาเกลียดพรรคอย่างลับ ๆ และฝันกบฏต่อพี่เบิ้ม

หนึ่งเก้าแปดสี่ เป็นบันเทิงคดีการเมืองและบันเทิงคดีวิทยาศาสตร์ดิสโทเปีย เป็นบันเทิงคดีคลาสสิกในแง่เนื้อหา โครงเรื่องและลีลา หลายคำและมโนทัศน์ในเรื่อง เช่น พี่เบิ้ม, ย้อนแย้ง (doublethink), อาชญากรรมความคิด (thoughtcrime), นิวสปีก, ห้อง 101, เทเลสกรีน, 2 + 2 = 5 และหลุมความทรงจำ (memory hole) มีใช้ประจำวันนับแต่การตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1949 ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ทำให้คุณศัพท์ เกี่ยวกับงานของออร์เวลล์ (Orwellian) ได้รับความนิยม ซึ่งอธิบายการหลอกลวงอย่างเป็นทางการ การสอดส่องดูแลลับ และการชักใยอดีตทางการเมืองโดยรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จหรืออำนาจนิยม[3] ใน ค.ศ. 2005 นิตยสารไทม์ เลือกให้นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน 100 นวนิยายภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดตั้งแต่ ค.ศ. 1923 ถึง 2005[4] อยู่ทั้งในรายการนวนิยายดีที่สุด 100 เรื่องหอสมุดสมัยใหม่ แตะอันดับที่ 13 ในรายการของบรรณาธิการ และอันดับที่ 6 ในรายการของผู้อ่าน[5] ใน ค.ศ. 2003 นวนิยายเรื่องนี้อยู่ในอันดับที่ 8 ของการสำรวจเดอะบิ๊กรีด ของบีบีซี

ก่อนการตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือจะใช้ชื่อว่า The Last Man in Europe แต่ผู้เขียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น “1984” เพื่อให้ฟังดูน่าสงสัย และน่าติดตาม

หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ฉบับภาษาไทยแปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง และ อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงษ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2525[8] และตีพิมพ์ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2557

แหล่งที่มา th.wikipedia




พ่อมด

” พ่อมด ” The Eyes of the Dragon

 

พ่อมด เป็นนวนิยายของ สตีเฟน คิง ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งฉีกแนวไปจากนวนิยายชุดก่อนๆ ของคิง ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักประพันธ์นวนิยายสยองขวัญ แต่หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายแฟนตาซีคลาสสิก เนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม โดยมีเวทมนตร์เป็นส่วนสำคัญในการเดินเรื่อง ทว่าจุดที่ทำให้นวนิยายเรื่องนี้โดดเด่นกว่านวนิยายแฟนตาซีทั่วไป คือวิธีการเล่าเรื่องของผู้ประพันธ์

เนื้อเรื่อง พ่อมด เกิดในอาณาจักรแห่งหนึ่งชื่อ อาณาจักรดีเลน การนำเสนอเรื่องผ่านทางสายตาของผู้เล่าเรื่องซึ่งไม่ปรากฏชื่อ ที่มักพูดคุยกับผู้อ่านแบบกวนๆ แต่จริงใจ และมักเติมความคิดเห็นส่วนตัวลงไปวิจารณ์การปฏิบัติตัวของตัวละคร กับความชอบไม่ชอบส่วนตัว

เรื่องย่อ ตัวละครหลักในเรื่องได้แก่ พระราชาโรแลนด์ ราชินีซาช่า เจ้าชายปีเตอร์ เจ้าชายโธมัส และพ่อมดกับที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระราชา คือ แฟลกก์ แฟลกก์พยายามลอบสังหารพระราชินีผู้เฉลียวฉลาดและเป็นที่รักใคร่ของพลเมืองหลายต่อหลายครั้ง จนทำได้สำเร็จเมื่อทรงให้กำเนิดโอรสองค์ที่สอง ทำให้ดูเหมือนว่า ระหว่างการคลอดเจ้าชายโทมัส พระนางตกโลหิตจนถึงแก่ชีวิต

ปีเตอร์เป็นเจ้าชายที่เฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ และมีรูปงาม เพียงยังเป็นวัยรุ่นก็สามารถครองใจประชาชนไว้ได้ ขณะที่โธมัสเป็นคนหัวช้า งุ่มง่ามเงอะงะ มักโทษและเกลียดตัวเองเสมอที่เกิดมา ผู้บรรยายเอ่ยถึงโธมัสว่า เขามักเศร้าสร้อยและสับสน “แต่ไม่ใช่คนไม่ดี” ผู้บรรยายแสดงความแตกต่างของเจ้าชายทั้งสองอย่างชัดเจน โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่ปีเตอร์ช่วยเหลือม้าขาหักตัวหนึ่งไว้ พยาบาลมันจนหายดี แล้วฝึกให้เป็นม้าส่วนพระองค์ ต่อมาโธมัสแกะสลักเรือไม้เล็กๆ ลำหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญแด่พระบิดา แต่โรแลนด์กลับไม่สนใจของขวัญ แล้วด่าว่าโธมัสให้ทำตัวเป็นประโยชน์เหมือนอย่างปีเตอร์ผู้พี่ชายบ้าง โธมัสกะโผลกกะเผลกออกจากวังไปร่ำไห้อยู่ผู้เดียว ครั้นเมื่อเขาเห็นสุนัขป่วยหนักตัวหนึ่ง ก็กลับเอาหินขว้างจนมันตาย

ยิ่งปีเตอร์เติบโตขึ้น พ่อมดแฟลกก์ก็ยิ่งรู้สึกว่า ปีเตอร์เป็นตัวอันตรายเสียยิ่งกว่าพระราชินีเสียอีก และไม่อาจปล่อยให้เขาขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ แต่โรแลนด์รักโอรสองค์ใหญ่มาก หากทำให้ปีเตอร์เสียชีวิต จะต้องมีการสอบสวนใหญ่เพื่อหาสาเหตุ แฟลกก์จึงวางแผนใหม่ว่า ลอบสังหารพระราชาโรแลนด์เสีย แล้วป้ายความผิดว่าปีเตอร์เป็นฆาตกร

เหตุการณ์เป็นไปตามแผน โรแลนด์ดื่มไวน์ที่มียาพิษและเสียชีวิตไปในสามวัน โดยที่โธมัสมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตื่นตระหนกผ่านช่องลับ ปีเตอร์ถูกใส่ความโดยไม่อาจแก้ตัว และถูกนำตัวไปขังไว้บนหอคอยกลางเมือง โธมัสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วยวัยเพียง 12 ปี และจำต้องยกให้แฟลกก์เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา แต่แผนทั้งหมดนี้ แฟลกก์พลาดไปสองอย่าง อย่างที่หนึ่งคือมีคนมองเห็นแฟลกก์ถวายไวน์ผสมยาพิษให้โรแลนด์ และอย่างที่สองคือ ปีเตอร์ขอให้นำบ้านตุ๊กตาของแม่มาให้เขา พร้อมกับขอให้มีผ้าเช็ดปากส่งมาพร้อมสำรับกับข้าวทุกมื้อ

ปีเตอร์ดึงด้าย 5 เส้นออกจากผ้าเช็ดปากทีละผืน แล้วใช้เครื่องมือเย็บผ้าที่มีในบ้านตุ๊กตาของแม่ ถักเส้นด้ายให้กลายเป็นเชือก แต่เชือกขาดระหว่างที่เขาพยายามหนีออกมา แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนวัยเด็กและข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ คือเบน นาโอมิ และเดนนิส ทั้งสี่เข้าไปชิงธนูกับคันศรที่โรแลนด์เคยใช้ฆ่ามังกร แต่แฟลกก์จับตัวพวกเขาได้เสียก่อน ขณะที่พ่อมดกำลังจะฆ่าพวกเขา โธมัสก็เปิดโปงว่าเขามองเห็นทุกอย่างขณะที่แฟลกก์วางยาพิษโรแลนด์ แล้วโธมัสจึงยิงธนูถูกที่ตาของแฟลกก์ แต่เขาหนีรอดไปได้

ตอนจบเรื่อง ปีเตอร์ได้ขึ้นเป็นพระราชา เบนกับนาโอมิได้แต่งงานกัน ส่วนเดนนิสกับโธมัสออกไปตามหาแฟลกก์…




ตู้พิศวง

” ตู้พิศวง ” เมืองในตู้เสื้อผ้า

 

” ตู้พิศวง ” The Lion,the Witch and the Wardrobe

” ตู้พิศวง ” เป็นนิยายแฟนตาซีเยาวชนในชุดตำนานแห่งนาร์เนีย  เขียนโดย ซี.เอส. ลิวอิส ใน ค.ศ. 1950 ฉบับภาษาไทยถูกตีพิมพ์หลายครั้ง บางฉบับใช้ชื่อว่า เมืองในตู้เสื้อผ้า แปลโดย อ. สนิทวงศ์ ฉบับล่าสุดจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แปลโดยสุมนา บุณยะรัตเวช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545

ตู้พิศวงเป็นนิยายเล่มแรกในชุดนาร์เนียที่ได้รับการเขียนและจัดพิมพ์ แต่ถ้านับตามลำดับเวลาในเรื่องแล้วถือเป็นเล่มที่ 2 ถัดจาก กำเนิดนาร์เนีย (The Magician Nephew)

เนื้องเรื่องโดยย่อ พี่น้องตระกูลพรีเวนซี่ 4 คน (ปีเตอร์, ซูซาน พรีเวนซี่, เอ็ดมันด์, ลูซี่) ได้หลบภัยการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจากลอนดอน มาอยู่กับศาสตราจารย์ชราในชนบท มีอยู่วันหนึ่งลูซี่ซึงเป็นน้องสุดท้องได้ค้นพบว่าในตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่มีทางเชื่อมต่อไปยังดินแดนที่เต็มไปด้วยหิมะ เธอพบกับเผ่าฟอน (faun) ชื่อว่าทัมนัส (Mr. Tumnus) และรู้ว่าที่นั่นเป็นอาณาจักรแห่งนาร์เนีย ซึ่งถูกปกครองโดยแม่มดขาว ซึ่งนางได้สาปให้นาร์เนียเป็นฤดูหนาวมานาน ในตอนแรกฟอนทัมนุส

พยายามจะจับลูซี่ไปให้แม่มดขาว แต่สุดท้ายฟอนทัมนุสกลับช่วยเหลือลูซี่กลับเข้าไปในโลกเดิมของเธอผ่านทางตู้เสื้อผ้า ลูซี่ได้เล่าเรื่องดินแดนแห่งนาร์เนียให้พี่ๆของเธอฟัง ไม่มีใครเชื่อเธอเลย คืนต่อมาลูซี่ได้กลับเข้าไปในนาร์เนียอีกครั้งหนึ่ง ในคราวนี้พี่ชายของเธอ (เอ็ดมันด์) ได้ตามเธอเข้าไปในนาร์เนียด้วย ลูซี่ไปพบฟอนเหมือนเคย แต่เอ็ดมันด์กลับไปพบแม่มดขาว นางพยายามหลอกล่อเอ็ดมันด์ให้พาพี่น้องอีกสามคนมาพบนาง เอ็ดมันด์หลงเชื่อและสัญญาว่าจะนำพี่น้องอีกสามคนมาพบ

นางให้ได้ แล้วลูซี่ก็เดินมาเจอเอ็ดมันด์โดยบังเอิญเมื่อแม่มดขาวได้จากไปแล้ว ลู่ซี่ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่พี่ชายของเธอเข้ามาในดินแดนนาร์เนีย เธอจึงรีบนำเรื่องนี้ไปบอกให้ปีเตอร์และซูซานฟัง แต่ทว่าเอ็ดมันด์กลับเล่าอีกอย่ทางว่าเขาไม่ได้เข้าไปในนาร์เนีย หลายวันต่อมาสี่พี่น้องพีเวนซี่มีเรื่องกับนางแม็คเรดี้ ผู้ช่วยของศาสตราจารย์ พวกเขาทั้งสี่จึงเข้าไปแอบในตู้เสื้อผ้า และพบว่าข้างในนั้นคือดินแดนนาร์เนีย

ในเวลานั้นนาร์เนียถูกปกครองด้วยแม่มดขาว นางตั้งตนเป็นราชินีแห่งนาร์เนียและสาปให้นาร์เนียมีแต่ฤดูหนาวตลอดกาล ไม่มีใครในนาร์เนียที่สามารถโค่นอำนาจนางได้ ยกเว้นอัสลาน ผู้ปกครองนาร์เนียที่แท้จริง สี่พี่น้องพีเวนซี่ร่วมมือกับกู้อาณาจักรนาร์เนียคืน โดยได้รับความร่วมมือจากสิงโตอัสลาน และเหล่าเซนทอร์ สุดท้านดินแดนนาร์เนียก็ได้รับความสันติสุขกลับคืนมา ทั้งสี่พี่น้องได้ขึ้นครองราชย์เป็นราชาและราชินีแห่งนาร์เนีย จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาทั้งสี่ได้ออกไปล่ากวางขาวทางป่าตะวันตก และพวกเขาก็บังเอิญเดินเข้าไปในตู้เสื้อผ้า เข้าสู่ดินแดนที่พวกเขาเคยจากมา และกลับกลายเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง…




จัน ดารา

” จัน ดารา ” อุษณา เพลิงธรรม

 

” จัน ดารา ” นิยายอีโรติก ของวรรณกรรมไทย

” จัน ดารา “ เป็นนวนิยายเชิงสังวาส บทประพันธ์ของอุษณา เพลิงธรรม (ประมูล อุณหธูป) ตีพิมพ์เป็นตอนๆ

ลงในนิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2509 ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2509 โดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

มีเนื้อหาแนวนาฏกรรมเชิงกามวิสัย เป็นบันทึกชีวิตของจัน ดารา ซึ่งจันเขียนขึ้นเองตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศก่อนวัยอันควรของเขา

ผ่านมุมมองของเขาที่เห็นว่าคนรอบข้างล้วนมีพฤติกรรมและจิตใจจ่อมจมอยู่ในกาม ทั้งที่ตัวเขาเองก็เป็นเช่นกัน เนื้อเรื่องยังแสดงถึงอคติหลายรูปแบบ

ทั้งที่เป็นความรักฉันญาติมิตร ความรักใคร่ฉันชู้สาว ความเกลียดและกลัว ซึ่งอุษณา เพลิงธรรม เขียนไว้ในคำนำว่า “ขอบอกกล่าวไว้เสียด้วยว่า

เป็นเรื่องอ่านเล่นซึ่งไม่ใช่ของสำหรับเด็ก และเป็นของแสลงอย่างยิ่งสำหรับบุคคลประเภทมือถือสากปากถือศีล”…




ซอยเดียวกัน

นิยายเรื่องสั้น กับ ” ซอยเดียวกัน “

” ซอยเดียวกัน ” กับความตั้งใจ ของ วาณิช

ซอยเดียวกัน ที่มาของเรื่อง หนังสือเรื่อนี้ ได้เกิดจากความตั้งใจของวาณิช จรุงกิจอนันต์ ผู้เขียนที่ต้องการจะมีหนังสือรวมเรื่องสั้นเป็นของตนเอง เนื่องจากผู้เขียนให้ความสำคัญกับคำว่า นักเขียน มาก จึงรู้สึกกระดากปากที่จะเรียกตัวเองเช่นนั้น จนเมื่อได้ออกหนังสือเรื่องซอยเดียวกัน ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในคำนำว่า “ผมเขียนหนังสือรวมพิมพ์เป็นเล่มมาแล้วหลายเล่ม แต่กล่าวได้ว่าเล่มที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นนักเขียนโดยสมบูรณ์คือเล่มนี้ เล่มที่ให้ชื่อว่าซอยเดียวกันนี้ ” จากความตั้งใจของผู้

เขียนนี่เอง ทำให้ซอยเดียวกันสำเร็จเป็นรูปเล่มในปีพ.ศ. 2526 และหนังสือเล่มนี้ก็เป็น 1 ใน 47 เล่มที่ผ่านเข้าพิจารณารางวัลซีไรต์ ด้วยเหตุว่าหนังสือเล่มนี้มีกลวิธีการนำเสนอที่แปลกใหม่ กล้าสร้างสรรค์รูปแบบที่แตกต่าง มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตได้อย่างโดดเด่น บวกกับฝีมือทางวรรณศิลป์ ทำให้ซอยเดียวกันกลายเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปีพ.ศ. 2527 นอกจากนี้หนังสือยังด้รับความนิยมอย่างสูง ในยุคนั้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งในแง่บวกและแง่ลบ จนถึงขนาดที่ผู้เขียน

จะนำบทวิจารณ์เหล่านั้นรวมตีพิมพ์เลยทีเดียวแต่ภายหลังก็ล้มเลิกโครงการนี้ไป ซอยเดียวกันเป็นการรวมเอาเรื่องสั้น 15 เรื่อง ที่ผู้เขียนเริ่มเขียนตั้งแต่ปี2514 -2526 โดยแต่ละเรื่องล้วนเคยได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อดังในสมัยนั้นมาแล้ว เช่น เรื่องเพลงใบไม้ตีพิมพ์ลงในสตรีสาร เรื่องเมืองหลวง โนรี ซ้ายล่าสุดและเวลานัดตีพิมพ์ลงในลลนา เป็นต้น มีเพียงเรื่องกาเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ และเหตุที่ผู้เขียนเลือกใช้ชื่อ ซอยเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อหนังสือในเล่มคือ

บ้านเราอยู่ในนี้ ซอยเดียวกัน ก็เพราะผู้เขียนคิดว่าคำว่า ซอย มีความผูกพันกับคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ฟังดูใกล้ชิดเป็นกันเองและสะท้อนภาพวิถีความเป็นไทยได้ชัดเจน ดังนั้นหนังสือเรื่องซอยเดียวกันจึงเหมือนเป็นการรวบรวมผลงานเรื่องสั้นอันโดดเด่นของวาณิช จรุงกิจอนันต์ไว้นั่นเอง ในที่นี้ขอกล่าวตัวอย่าง เรื้องสั้นที่รวบรวมไว้ใน ซอยเดียวกัน สักเรื่องสองเรื่อง เรื่อง เพลงใบไม้ เพลงใบไม้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความต่างทางความคิดระหว่างคนสองวัยและการปลูกฝังสั่งสมวัฒนธรรมด้วยความ

เคยชิน เริ่มจากการนำเสนอชีวิตของสองยายหลาน ที่ยายหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นแม่เพลงอีแซวและใช้ชีวิตตามอัถตภาพ เมื่อยามไม่มีใครจ้างไปแสดงก็เก็บผลไม้ในสวนไปขายพอเลี้งชีวิตไปวันๆ ยายต้องการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้แก่หลาน โดยหวังให้เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพต่อไป แต่หลานไม่ชอบไม่สนใจ ท้ายที่สุดหลานก็ค่อยๆรับเอาความ สามารถที่ยายต้องการจะถ่ายทอด ในช่วงลมหายใจสุดท้ายของยาย คำประพันธ์ในเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการใช้บรรยายโวหารเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นไป

ในแต่ละวันและเรื่องราวในอดีตของตัวละคร ด้วยคำที่เป็นกันเอง ตรงตัวและเข้าใจง่าย มีการใช้คำตามบทบาทของตัวละคร เช่น ยายมักใช้คำพูดแบบคนแก่ กระไดแทนบันได หลานสาวใช้คำว่าฮิตแทนเป็นที่นิยม เป็นต้น และจุดเด่นของการเขียนคือ การนำเนื้อเพลงพื้นบ้าน ที่เป็นกลอนเปล่ามาสอด แทรกเล่าเรื่องราวเป็นระยะๆ การถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมบางครั้งก็ได้จากการค่อยๆ สั่งสมและซึมซาบไปทีละเล็กละน้อย ดังนั้นการค่อยปลูกฝังให้เห็นคุณค่าและเรียนรู้วัฒนธรรมโดยตรงจึงเป็นสิ่งที่น่าจะนำมาใช้กัน…